หมวดสินค้า






 
>>> วิธีใช้หัวฮิวมัสกับพืชชนิดต่างๆ
 
 
 
 
 
 
 
ติดต่อเรื่องบำบัดน้ำเสีย
 >>>  0817645463  <<<

" คลิกลิ้งค์ข้างล่าง "
v      v      v
v      v      v
 



ติดต่อเราทางไลน์
ID Line: nanohomgreen
 
ติดต่อพูดคุยเป็นเพื่อนกับเรา
คลิกที่นี่... 
 

Big Boss
ขจัดอาการเหงือกจ๋าฟันลาก่อน

มีจำหน่ายที่นี่

น้ำแร่บ้วนปาก ราคา 360 บาท/กล่อง ส่งฟรีลงทะเบียน ทั่วประเทศ




สภาพอากาศ ประจำวัน


ราคาน้ำมัน PTT

สถิติการเยี่ยมชมเว็ป

 สถิติวันนี้ 30 คน
 สถิติเมื่อวาน 52 คน
 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด
729 คน
6147 คน
88174 คน
เริ่มเมื่อ 20-03-2011


คำกล่าวนำเว็บบอร์ด
คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้เว็บบอร์ด


เกษตรแบบยั่งยืน

เกษตรแบบยั่งยืน

ได้มีนักวิชาการหลายท่านได้ให้คำจำกัดความเกษตรยั่งยืนดังนี้
1. การเกษตรยั่งยืน คือ "การเกษตรที่เกื้อกูลทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม ขณะที่สามารถรักษาหรือปรับปรุงสภาพแวดล้อม" (ประทีป วีระพัฒนนิรันดร์)
2. วัฒนาเกษตร (หรือการเกษตรยั่งยืน) เป็นหลักการและแนวคิดเกี่ยวกับเกษตรกรรมที่ยึดหลักการผลิตที่เหมาะสมกับระบบนิเวศโดยใช้ทรัพยากรการผลิตอย่างประหยัด และมีประสิทธิภาพ ไม่ก่อให้เกิดผลเสียทั้งระยะสั้นและระยะยาวต่อสภาพแวดล้อม และดำรงอยู่ได้ยาวนานจนถึงคนรุ่นต่อไป (จรัญ จันทลักขนา, 2536)
3.คือความสามารถของระบบการเกษตรที่จะรักษาอัตราของการผลิตให้อยู่ในระดับที่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายในระยะยาวอย่างต่อเนื่อง แม้จะอยู่ภายใต้สภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม (Comway} G; (1988).)
4. คือการเกษตรที่ให้ผลผลิตที่ดีไปพร้อมๆ กับการอนุรักษ์ และปรับปรุงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ผลผลิตที่เกิดขึ้นจะต้องปลอดภัยต่อสุขภาพพลานามัยของมนุษย์ และเป็นปัจจัยพื้นฐานของการดำรงชีพของประชาชนในท้องถิ่นเป็นลำดับแรก และเพื่อขายเป็นลำดับรอง (ชนวน รัตนวราหะ, สันติภาพ ศิริวัฒนไพบูลย์, 2536) ตัวชี้วัดของเกษตรยั่งยืน



ตัวชี้วัดของเกษตรยั่งยืนมีหลักการสำคัญอยู่ 3 ประการคือ
1. ความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ
........ในระบบการผลิตทางเกษตรโดยทั่วไปราคาของผลผลิตและรายได้จะเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรตัดสินใจว่าจะผลิตอะไรระบบการผลิตแบบนี้เรียกว่า "เศรษฐกิจการตลาด" (market economy) ซึ่งจะไม่ค่อยคำนึงถึงสภาวะอื่นๆ นอกจากผลตอบแทนในรูปของผลผลิต และรายได้ อย่างไรก็ตามระบบการผลิตแบบเกษตรยั่งยืนจะมุ่งผลิตเพื่อความอยู่รอด (survival economy) ของเกษตรกรเอง ลักษณะการผลิตอย่างนี้เกษตรจะผลิต หรือเปลี่ยนแปลง การผลิตขึ้นอยู่กับสภาพทางกายภาพ สังคมและสิ่งแวดล้อม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้ ผลผลิตเพียงพอบริโภคภายในครอบครัว ส่วนที่เหลือเป็นส่วนของสวัสดิการ (อาจจำหน่ายเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นปัจจัยอื่นๆ)
2. ความยั่งยืนทางด้านสิ่งแวดล้อม
........ทรัพยากรธรรมชาติซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญในการผลิตพืชโดยเฉพาะดินและน้ำหลังจากได้มีการทำการเกษตรเป็นเวลานานทรัพยากรเหล่านี้ได้เสื่อมโทรมเป็นอันมาก หรืออาจนับย้อนหลังไปถึงสมัย "ปฏิวัติเขียว" ราว 3-4 ทศวรรษที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้สูงขึ้น โดยคำนึงถึงผลตอบแทนในเชิงเศรษฐกิจเป็นหลัก มีการใช้ปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ยเคมี สารเคมีปราบศัตรูพืช พันธุ์พืชปรับปรุง น้ำเครื่องจักรกล ฯลฯ มาแทนปัจจัยการผลิตที่มีอยู่ในธรรมชาติ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก สมุนไพร เทคโนโลยีดังกล่าวสามารถเพิ่มผลผลิตได้อย่างรวดเร็ว และชัดเจนแต่ผลกระทบจากการใช้ปัจจัยดังกล่าว เมื่อเวลาผ่านไปหลายๆ ปี ทำให้สภาพดิน น้ำ และระบบนิเวศน์เสื่อมโทรม เปรียบเทียบกับระบบการผลิตของเกษตรยั่งยืน ซึ่งเน้นการผสมผสานให้เกิดความหลากหหลายทางชีวภาพโดยกิจกรรมต่างๆ ต่างเกื้อกูลซึ่งกันและกัน เช่น พืช สัตว์ ประมงและป่าไม้ ในระบบเกษตรผสมผสาน โดยเน้น การหมุนเวียนใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในไร่นา และสวนเป็นสำคัญ
3. ความยั่งยืนทางด้านสังคม
........เกษตรกรซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ยังยากจน จะเห็นได้ว่าการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ตั้งแต่ฉบับที่ 1 เริ่มใช้ปี พ.ศ.2540 จนถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับปัจจุบัน เกษตรกรส่วนใหญ่ก็ยังยากจนอยู่ ฉะนั้นระบบการผลิตการเกษตรในระบบปฏิวัติเขียวที่ผ่านมา 4 ทศวรรษนั้น ยังไม่สามารถฟื้นฟูสภาพความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้ดีขึ้นกว่า สมัยอดีตกาลระบบการผลิตเกษตรกรรมแบบยั่งยืนจะเป็นทางเลือกให้กับเกษตรที่จะเปลี่ยนแปลงระบบการผลิตเพื่อก่อให้เกิดรายได้ที่ยั่งยืนพร้อมทั้งอนุรักษ์สภาพแวดล้อมจะเป็นการสร้างครอบครัว ชุมชนและสังคมให้มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น บทบาทปัจจุบันของกรมวิชาการเกษตรกับเกษตรแบบยั่งยืน
........ในปี 2542 กรมวิชาการเกษตรได้มีนโยบายที่สำคัญเพื่อสนับสนุนการเกษตรแบบยั่งยืนโดยได้ประกาศให้ "ปี 2542 เป็นปีแห่งการทำการเกษตรกรรมอย่างถูกต้องและเหมาะสม" (1999 Good Agricultural Pratices) กรมวิชาการเกษตรได้สนับสนุนให้เกิดแนวทางการเกษตรกรรมอย่างถูกต้องตามคำแนะนำซึ่งจัดขึ้นอย่างเหมาะสม ให้เกษตรกรนำไปปฏิบัติได้ภายใต้สภาพความเป็นจริง เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่น ภูมิประเทศ และเหมาะสมพืชแต่ละชนิด โดยเริ่มต้นจากขบวนการปลูกพืช การดูแลรักษา การเก็บเกี่ยว การเก็บรักษาหลังการเก็บเกี่ยว การขนส่ง การจัดจำหน่ายและการแปรรูป

บทสรุป
การทำการเกษตรแบบยั่งยืนผู้ผลิตหรือเกษตรกรจะต้องคำนึงถึงการผลิตไปพร้อมๆ กับการให้ความสำคัญ ต่อการอนุรักษ์สภาพแวดล้อมทั้งนี้จะต้องมีการปรับวิทยาการและเทคโนโลยีสมัยใหม่ให้ผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยคำนึงถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจของเกษตรกร ชุมชนและท้องถิ่นเป็นอันดับแรก เมื่อเศรษฐกิจของชุมชนหรือท้องถิ่น แข็งแกร่งขึ้นการพัฒนาทางด้านสังคมย่อมเป็นไปโดยง่าย

เหตุสนับสนุน
........"เกษตรที่ยั่งยืนนั้น มีความหมายว่า แนวทางการใช้วิชาการเกษตรเพื่อสามารถที่จะจัดการตลอดจนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการพัฒนาเทคโนโลยี ตลอดจนการปรับปรุงนโยบายของรัฐหรือสถาบันในลักษณะที่จะให้เกิดการคงไว้ และสามารถนำไปใช้ต่อไปได้เรื่องๆ ตามความต้องการของมนุษย์ทั้งในปัจจุบันและอนาคต การทำให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน เช่นการเกษตรยั่งยืน ป่าไม้ยั่งยืน หรือประมงยั่งยืนนั้นล้วนแต่จะต้องอาศัยการอนุรักษ์ดินและที่ดิน ทรัพยากรด้านพันธุกรรมของพืชและสัตว์ เทคโนโลยีที่จะใช้ในการนี้ จะต้องเป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสม ไม่ทำลายสภาพแวดล้อม ก่อให้เกิดผลด้านเศรษฐกิจและการยอมรับในสังคมนั้นๆ"
........หากพิจารณาถึงความหมายของเกษตรยั่งยืนนั้น จะเห็นได้ว่าเงื่อนไขต่างๆ หลายต่อหลายประการ ประการแรกคือ การที่จะต้องใช้วิชาการเกษตรซึ่งพัฒนาขึ้นจากการวิจัย ดังนั้นในการค้นคว้าหาแนวทางเพื่อให้ได้มาซึ่งเกษตรยั่งยืน จึงจำเป็นจะต้องทำงานวิจัยอีกประการหนึ่งก็คือ เกษตรยั่งยืนไม่ได้หมายความถึงการปฏิเสธเทคโนโลยีต่างๆ ไม่ได้ปฏิเสธสารเคมี ปุ๋ยเคมี หรือพันธุ์ใหม่ๆ ก็หาได้ไม่ เพียงแต่การให้ได้มาซึ่งเกษตรยั่งยืนนั้น นักวิชาการจะต้องใคร่ครวญว่าเทคโนโลยีเหล่านั้น หากนำมาใช้ในอัตราและปริมาณที่มากเกินไป หรือนำมาใช้ในสภาพแวดล้อมหรือพื้นที่ๆ ไม่เหมาะสมแล้วจะนำมาซึ่งความเสื่อมโทรมให้แก่ทรัพยากกรหรือสภาวะทางเศรษฐกิจและสังคมของเกษตรหรือไม่ ประเด็นต่อมาที่จะต้องนำมาใคร่ครวญ ได้แก่ ความเหมาะสมของสภาวะทางเศรษฐกิจและสังคมของเกษตรกรว่า จะสามารถใช้เทคโนโลยีดังกล่าวได้หรือไม่ และเมื่อใช้แล้วจะสามารถผลิตสินค้าเกษตรออกมาเพื่อเพิ่มรายได้ให้เขาเหล่านั้นได้หรือไม่ และในประเด็นสุดท้ายได้แก่การถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่เกษตรกร จะสามารถกระทำในลักษณะใดที่เกษตรกกรจะสามารถเข้าใจถึงเทคโนโลยีการเกษตรว่ามีความเหมาะสมและจะเกิดประโยชน์แก่เกษตรกรในการที่จะนำไปปรับใช้ได้ต่อไป
........เกษตรยั่งยืนมิใช่มุ่งแต่การผลิตการเกษตรโดยไม่ยอมรับหรือต่อต้านการวิจัยหรือการค้นคว้าเทคโนโลยีแผนใหม่ ในขณะนี้มีวิธีการปฏิบัติประการหนึ่งที่นักวิชาการหลายท่านหรือมูลนิธิหลายแห่งนำมาแนะนำให้เกษตรกร ซึ่งเรียกกันว่า "เกษตรธรรมชาติ (Nature Farming)" การดำเนินการใดๆ ที่เรียกว่าเกษตรธรรมชาติเป็นวิธีการที่ไม่รับเทคโนโลยีใดที่เกิดจากการค้นคว้าวิจัย หรือที่เรียกว่าเกษตรแผนใหม่ เช่น ไม่มีการใช้พันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ ที่เกิดจากการปรับปรุงพันธุ์โดยวิธีการผสมพันธุ์แบบใหม่ ไม่มีการใช้ปุ๋ยเคมี หรือสารเคมีใดๆ โดยสิ้นเชิง ไม่มีการใช้เครื่องจักรกลแผนใหม่ เช่น เครื่องมือในการเตรียมดิน เครื่องปลูก หรือเครื่องทุ่นแรงชนิดต่างๆ นอกเหนือไปจากเครื่องมือที่ใช้กันอยู่ตั้งแต่เดิม ในขณะเดียวกันเกษตรธรรมชาติเน้นไปที่เกษตรกรมีชีวิตที่เรียบง่าย ผลิตสินค้าเกษตรให้พอเพียงต่อปัจจัยของการดำรงชีวิต เช่น เพื่อให้ได้มาซึ่งอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรคเท่านั้น เกษตรที่อยู่ในระบบของเกษตรธรรมชาติจะมีชีวิตที่สมถะมุ่งที่จะผลิตการเกษตรให้พอกินพอใช้ไปเพียงวันต่อวัน มุ่งที่จะอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรที่มีอยู่ให้สามารถผลิตสินค้าเกษตรให้ได้ทั้งในปัจจุบันและอนาคต
........ในแนวคิดเกษตรยั่งยืน ความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ตลอดจนสภาวะทางเศรษฐกิจและสังคมทั้งของเกษตรกร ทั้งของชุมชน พื้นที่ และประเทศ เป็นสิ่งที่ต้องยอมรับ ดังนั้น เมื่อมนุษย์มีการพัฒนาความเป็นอยู่โดยตั้งบ้านเรือน ใช้ที่ดินทำเรือกสวนไร่นา ตลอดจนพัฒนาสาธารณูปโภคของตน ให้สะดวกสบายยิ่งขึ้น ซึ่งสิ่งต่างๆ เช่นนี้ก็ย่อมก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม ตลอดจนสภาวะทางเศรษฐกิจและสังคมอยู่โดยตลอดและผันแปรไปตามวันและเวลาโดยไม่หยุดนิ่ง ยิ่งมนุษย์ใช้วิธีการเกษตร ในการผลิตอาหารเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เพื่อเป็นรายได้ของเกษตรกร ตลอดจนเป็นรายได้ของประชาชาติ สิ่งแวดล้อมทั้งด้านการเกษตรและมิใช่การเกษตรก็ย่อมเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งแวดล้อมด้านการเกษตร เช่น ดิน น้ำ ลมฟ้าอากาศ ป่าไม้ พืชพรรณ ตลอดจนจำนวนของประเภทและปริมาณของสัตว์ที่อยู่อาศัยในโลกก็ย่อมเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา
........เกษตรยั่งยืนแตกต่างจากธรรมชาติในจุดนี้ เกษตรยั่งยืนยอมรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ใช้ความรู้ด้านวิชาการเกษตรจัดการเกษตรให้มีผลผลิตสูง แต่ก็ใช้วิชาการเกษตรควบคุมป้องกันให้ความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมที่จะทำให้เกิดความเสื่อมโทรมเกิดขึ้นให้น้อยที่สุด เกษตรยั่งยืนพยายามใช้วิชาการเกษตรเพื่อทำให้เกษตรได้ผลผลิตสูง ให้เกษตรกรมีรายได้ มีความเป็นอยู่ที่สุขสบายขึ้น มีไฟฟ้าใช้ มีน้ำประปา มีบ้านช่องที่สะดวกสบาย ถูกสุขลักษณะ เกษตรมีรายได้พอเพียงที่จะส่งลูกหลานไปเข้าโรงเรียน เหลือเงินเก็บไว้ใช้จ่ายในยามที่จำเป็นและยามเจ็บป่วย
........ณ จุดเหล่านี้ที่เกษตรยั่งยืนนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน เพราะเกษตรยั่งยืนมิได้ต้องการให้เกษตรมีรายได้มากมาย จนสังคมเกษตรกรหรือสังคมของชนบทกลายเป็นสังคมเมืองหลวง เกษตรยั่งยืนไม่ได้ต้องการใช้ชาวชนบทรับวัฒนธรรมภายนอก หรือวัฒนธรรมตะวันตกมาใช้จนวัฒนธรรมด้านเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มเปลี่ยนแปลงไป จนชาวบ้านมีความฟุ้งเฟ้อและใฝ่หาความสำราญนอกบ้าน โดยมีอบายมุขทั้งหลายเป็นตัวชักนำไป เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แนวทางของเกษตรยั่งยืน เพราะความเจริญเช่นนี้นำไปสู่ความล่มสลายของสังคมและความยากไร้ ตลอดจนการไร้คุณธรรมในที่สุด
..........เกษตรยั่งยืนเน้นการอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ถึงแม้จะมีการใช้เทคโนโลยีตลอดจนสารเคมีอยู่บ้างเพื่อการผลิตและการแปรรูปสินค้าเกษตร แต่ก็เป็นการใช้เทคโนโลยีแผนใหม่ด้วยความระมัดระวังมิให้สิ่งแวดล้อมและสภาวะทางเศรษฐกิจและสังคมของเกษตรต้องถดถอยไป ในแนวความคิดของเกษตรยั่งยืนมักนำเอาภูมิปัญญาชาวบ้านหรือแนวทางที่เกษตรปฏิบัติอยู่ตั้งแต่ดั้งเดิมและเกิดประโยชน์มาใช้ควบคู่และดัดแปลงร่วมกันเทคโนโลยีแผนใหม่ เพื่อให้เกษตรมีรายได้เพิ่มมาขึ้น ที่ดินและสภาพแวดล้อมไม่ทรุดโทรมสามารถใช้ในการผลิตการเกษตรได้ชั่วลูกชั่วหลาน
........ดังนั้นในเกษตรธรรมชาติจึงเน้นให้เกษตรพอใจแต่เพียงปัจจัยสี่เท่านั้น ไม่ต้องการความฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยในชีวิต ขอให้แค่มี อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค ซึ่งในสังคมปัจจุบันและอนาคตมนุษย์มิได้ใช้เพียงปัจจัยเหล่านี้ หากแต่มีปัจจัยอื่นๆ ร่วมเสริมทำให้เกิดความสะดวกสบายขึ้นอีกระดับหนึ่ง ดังนั้นเกษตรธรรมชาติจึงแตกต่างไปจากเกษตรยั่งยืน โดยที่เกษตรธรรมชาติเน้นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสุดโต่ง ส่วนเกษตรแผนใหม่ใช้เทคโนโลยีเพื่อการผลิตสินค้าเกษตร ให้ได้ประมาณสูงเพื่อส่งออกเป็นรายได้ของประเทศ โดยไม่คำนึงว่าสภาพแวดล้อมถูกทำลายทรุดโทรมลงไป เกษตรกรรมในลักษณะเช่นนี้เป็นการเกษตรพาณิชย์(Commercial farming) และหลายๆ คนเรียกกันว่าเกษตรเคมี(Chemical farming) เพราะใช้สารเคมีมากมาย อันเป็นการเกษตรเพียงเร่งผลิตผลอย่างสุดโต่งอีกทางหนึ่ง
........ส่วนการเกษตรยั่งยืนนั้นเป็นลักษณะที่ประนีประนอม(Compromization) อยู่ระหว่างกลางของเกษตรธรรมชาติและเกษตรพาณิชย์ ถือเอาหลักของมัชฌิมาปฏิปทา หรือทางสายกลางเป็นที่ตั้ง จะเอียงไปสู่เกษตรธรรมชาติมากหน่อยก็ในกรณีที่สิ่งแวดล้อมเสื่อมมากต้องอนุรักษ์เอาไว้ หรือจะเอียงไปสู่เกษตรพาณิชย์มากหน่อยก็ในกรณีที่ต้องเร่งการผลิตเพื่อหารายได้เพิ่มให้กับประชาชาติ สุดแท้แต่เหตุการณ์และเงื่อนไขที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง
........ปัจจุบันผู้ผลิตทางการเกษตรเริ่มตระหนักว่าการผลิตโดยมุ่งเน้นในเชิงพาณิชย์ โดยหวังผลผลิตสูงสุดหรือผลตอบแทนเป็นตัวเงินอย่างเดียวนั้น นานๆ เข้าจะเป็นระบบการเกษตรที่ไม่ยั่งยืน เนื่องจากมีการใช้ปัจจัยการผลิตเกินความจำเป็น เช่น ปุ๋ยเคมี สารเคมีปราบศัตรูพืช ประกอบกับการชะล้างหน้าดิน การพังทลายของดิน จากปัจจัยดังกล่าวผลสุดท้ายก่อให้เกิดมลภาวะและสภาพแวดล้อมโดนทำลาย ผลทำให้การผลิตทางการเกษตรต้องประสบความล้มเหลง เมื่อสภาพแวดล้อมเสื่อมโทรมแล้ว การจะปรับปรุงให้กลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์เหมือนเดิมทำได้ยากยิ่ง และต้องลงทุนสูง เช่น ในปัจจุบัน เกษตรกรภาคกลางใช้ที่นาไปเลี้ยงกุ้งกุลาดำ เป็นต้น เกษตรกรยั่งยืนเป็นแนวความคิดใหม่ของการพัฒนาการเกษตรเมื่อปี พ.ศ.2519 เริ่มต้นจากประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกาซึ่งได้รับบทเรียนจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างฟุ่มเฟือย อันมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและความเป็นอยู่ของมนุษย์ในปัจจัย และต่อมาได้มีความเคลื่อนไหวในปี พ.ศ.2530 เพื่อให้การเกษตรจากไม่ยั่งยืนนักไปสู่การพัฒนา "การเกษตรที่ยั่งยืน" ยิ่งขึ้นหลังจากนั้น ได้มีบทความที่กล่าวถึงการเกษตรกรรม วิธีต่างๆ เช่น เกษตรกรรมชีวภาพที่เปลี่ยนแปลง(biodynamic agriculture) เกษตรกรรมฮิวมัส(humus farming) เกษตรกรรมอินทรีย์(organic farming) เหล่านี้เป็นต้น (อำพล เสนาณรงค์, 2536) เหตุการณ์เช่นนี้ได้เกิดขึ้นในประเทศสหราชอาณาจักรเช่นกันประมาณปี พ.ศ.2526 ได้มีการนำน้ำจากแม่น้ำไปวิเคราะห์ พบว่ามีสารละลายของปุ๋ยปนเปื้อนอยู่ในน้ำเกินมาตรฐาน คือนำน้ำไปบริโภคแล้วจะเป็นพิษกับผู้บริโภค จึงได้มีการรณรงค์แก้ปัญหานี้ต่อมา สำหรับในประเทศไทยแนวความคิดนี้ได้เริ่มขึ้นภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติฉบับที่ 6(2529-2533) มีการจัดสัมมนาบทความที่เกี่ยวข้องกับ "เกษตรยั่งยืน" โดย กรมวิชาการเกษตรได้เล็งเห็นความสำคัญของระบบการเกษตรแบบยั่งยืน คือการทำการเกษตรที่ไม่ทำลายสภาพแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติ ไม่เป็นอันตรายต่อชีวิตของเกษตรและผู้บริโภค โดยกำหนดนโยบายเร่งรัดการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีให้สอดคล้องกับนโยบายของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฉบับที่6 และในปี 2536 กรมวิชาการเกษตรได้จัดทำเอกสารวิชาการเพื่อรวบรวมเรื่องราวทางวิชาการด้านการเกษตรยั่งยืนตามแนวคิดและวิวัฒนาการของเกษตรยั่งยืนในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ดิน น้ำ และพันธุ์พืช การอนุรักษ์และการจัดการทรัพยากร การพัฒนาพันธุ์พืช การบริหารศัตรูพืช แนวทางการลด การใช้สารเคมี หรือสารพิษทางการเกษตร

ขอขอบคุณบทความจาก http://www.http//panadda84.wordpress.com/เศรษฐกิจแบบพอเพียง/เกษตรแบบยั่งยืน/
ด้วยความปรารถนาดีจาก บริษัท นาโนฮอมกรีน จำกัด
119/3 ม.8 ต.ต้นเปา อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่
โทร.053-339031  Email: nanohgreen@gmail.com

โดย นาโนฮอมกรีน 2014-03-28 09:51:27 [IP : 118.172.175.xxx]

ความคิดเห็น

ความคิดเห็น
Please use IE for editing.
โดย
อี-เมล์
เบอร์โทรศัพท์
Security
Click to reload image
Insert Image Insert Image by browse

คลิกที่รูป เพื่อแทรกรูปลงในข้อความ

คำเตือนเกี่ยวกับการใช้เว็บบอร์ด

[ ปิดหน้านี้ ]
[ กลับหน้าเดิม ]



 
 
 

 

บริษัท นาโน ฮอม กรีน จำกัด
119/3 หมู่8 ต.ต้นเปา(บ่อสร้าง) อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ 50130
โทร : 053-339031 e-mail : nanohgreen@gmail.com
Facebook: https://www.facebook.com/nano.homgreen
Copyright (c) 2011 Nano-Hom Changmai