หมวดสินค้า






 
>>> วิธีใช้หัวฮิวมัสกับพืชชนิดต่างๆ
 
 
 
 
 
 
 
ติดต่อเรื่องบำบัดน้ำเสีย
 >>>  0817645463  <<<

" คลิกลิ้งค์ข้างล่าง "
v      v      v
v      v      v
 



ติดต่อเราทางไลน์
ID Line: nanohomgreen
 
ติดต่อพูดคุยเป็นเพื่อนกับเรา
คลิกที่นี่... 
 

Big Boss
ขจัดอาการเหงือกจ๋าฟันลาก่อน

มีจำหน่ายที่นี่

น้ำแร่บ้วนปาก ราคา 360 บาท/กล่อง ส่งฟรีลงทะเบียน ทั่วประเทศ




สภาพอากาศ ประจำวัน


ราคาน้ำมัน PTT

สถิติการเยี่ยมชมเว็ป

 สถิติวันนี้ 42 คน
 สถิติเมื่อวาน 52 คน
 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด
741 คน
6159 คน
88186 คน
เริ่มเมื่อ 20-03-2011


คำกล่าวนำเว็บบอร์ด
คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้เว็บบอร์ด


นโยบายสามลดสามเพิ่ม ของเกษตรกรเวียดนามเป็นแนวทางที่น่าสนใจ

นโยบาย สามลด สามเพิ่ม ของเกษตรกรเวียดนามเป็นแนวทางน่าสนใจ
บทความโดยอ.อุดมศักดิ์ พรมไชย
และขอกราบขอบคุณและขออ้างอิงข้อมูลจาก
วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
ปีที่ 31 ฉบับที่ 2 เดือนเมษายน - มิถุนายน 2554
การเปรียบเทียบศักยภาพการผลิตและการค้าข้าวไทย
และเวียดนามในตลาดอาเซียน
A Comparison of Rice Production and
Trade Competitiveness between Thailand
and Vietnam in the ASEAN Market
ดร. อัทธ์ พิศาลวานิช
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำกลุ่มวิชาการค้าระหว่างประเทศ
คณะเศรษฐศาสตร์
ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศและผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิจัย  มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
E-mail: aat_pisan@yahoo.com
........................



ปัจจุบันการประกอบกิจการเกษตรของเกษตรกรไทย90%เป็นเกษตรเคมีโดยเฉพาะพืชหลักอันได้แก่ข้าวซึ่งแต่เดิมไทยเราครองความเป็นหนึ่งของโลกในการการส่งออกแต่ปัจจุบันมีประเทศผู้ผลิตข้าวรายใหญ่ของโลกเกิดขึ้นมากมายอาทิ เวียดนาม อินเดีย พม่า เขมรสาเหตุหลักที่เราลดความเป็นผู้นำลงไปก็เพราะราคาต้นทุนข้าวของเราสูงจึงสู้คู่แข่งในอาเซียไม่ได้จากข้อมูลล่าสุดผลผลิตต่อไร่ของเราต่ำกว่าคูแข่งทั้งและต้นทุนค่าใช้จ่ายสูงกว่าอีกด้วยในความเป็นจริงแล้วภูมปัญญาความรู้ของเกษตรกรไทยแต่เดิมมาไม่เป็นรองใครในด้านการเพาะปลูกพืชทุกชนิดและในผืนแผ่นดินไทยอันอุดมสมบูรณ์นี้
ทางออกทางการตลาดของข้าวและพืชผลไทยเราน่าจะต้องคิดทบทวนให้สอดคล้องกับสภาวะปัจจุบันและอนาคตโดยเฉพาะการรวมกันของประเทศในอาเซียน 10 ประเทศที่รวมกันเป็นหนึ่งเดียวซึ่งเรียกว่ากลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (Asean Economic Community) ตลาดซึ่งต่อไปเราเรียกกันอย่างสวยหรูว่าตลาดเดียวหรือหนึ่งเดียวจะมีทั้งการพึ่งพาและแข่งขันหรือจะมีทั้งการช่วยเหลือและทำลายจะมีทั้งลดและเพิ่มและถ้าเกษตรกรไทยเราปรับตัวไม่ทันเขาก็จะมีแต่ความล่มจมจากการแข่งขันกับคู่แข่งที่เหนือชั้นและได้เปรียบทางการค้า หากเราไม่ปรับตัวทางด้านเทคโนโลยีแนวทางการผลิตเราจะกลายเป็นประเทศนำเข้าสินค้าทางการเกษตรเพื่อบริโภคแทบทุกชนิดอันเนื่องมาจากต้นทุนราคาของสินค้าที่ถูกกว่าของเราเองที่สูงกว่าสมาชิกในอาเซียน
เราต้องปฏิรูปการเกษตรเพื่อชิงการเป็นผู้นำสินค้าทางการเกษตรทุกชนิดโดยเฉพาะข้าว
ศึกษา แนวทางชี้นำ สามลด สามเพิ่ม บทเรียนของเวียดนามที่ก้าวล้ำหน้าไทยขึ้นไปเป็นหนึ่งในอาเซียนรัฐบาลของเวียดนามเขากำหนดนโยบายชี้นำเกษตรกรของเขาและทำอย่างต่อเนื่องและจริงจังใช้เวลาเพียงแค่5ปี(ตั้งแต่ปี51-56)ก็เกิดผลสำเร็จเขาก็ก้าวกระโดขึ้นสู่ความเป็นผู้นำในอาเซีย
สามลดคือ?



1.ลดการใช้เมล็ดพันธุ์
การให้ความสำคัญในเรื่องของเมล็ดพันธุ์เป็นสิ่งสำคัญด้านหนึ่งเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพดีมีอัตราการงอกสูงแข็งแรงและสมบูรณ์ใช้ในปริมาณน้อยก็ได้ผลและลดต้นทุน
2.ลดการใช้ปุ๋ยเคมี
3.ลดการใช้สารเคมียาปราบศัตรูพืช



สามเพิ่มคือ?



1.เพิ่มผลผลิต
ลองดูข้อมูลผลผลิตข้าวต่อไร่ของประเทศต่างๆโดยเฉพาะเวียดนาม
ประเทศเวียดนาม  ผลิตข้าวได้  803.2  กิโลกรัม   ต่อ  1  ไร่
ประเทศอินโดนีเซีย  ผลิตข้าวได้  801.6  กิโลกรัม  ต่อ  1  ไร่
ประเทศมาเลเซีย  ผลิตข้าวได้  588.8  กิโลกรัม     ต่อ  1  ไร่
ประเทศลาว  ผลิตข้าวได้  579.2  กิโลกรัม            ต่อ  1  ไร่
ประเทศฟิลิปปินส์  ผลิตข้าวได้  576.6  กิโลกรัม    ต่อ  1  ไร่
ประเทศไทย  ผลิตข้าวได้  454.4  กิโลกรัม           ต่อ  1  ไร่
2.เพิ่มคุณภาพ
3.เพิ่มผลกำไร
ตารางที่1 เปรียบเทียบต้นทุนการผลิตของไทยและเทียบระหว่างไทยกับเวียดนามจังหวัดเกิ่นเทอกับจังหวัดอยุธยาปี2551 จะเห็นว่าต้นทุนการผลิตของเขากับเราแทบไม่แตกต่างกันเลยจะมีบางด้านของเราต่ำกว่าด้วยซ้ำไป เช่น ค่าปุ๋ยค่ายา



แต่จุดด้อยของเราอยู่ที่ผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่าเขามากเกือบ50%



ตารางที่ 2 เปรียบเทียบต้นทุนการผลิตข้าวของชาวนาจังหวัดเกิ่นเทอภายใต้นโยบาย 3 ลด 3 เพิ่มกับชาวนาจังหวัดอยุธยา ปี 2551 จากการใช้นโยบาย สามลด สามเพิ่ม ผลิตของเขากลับลดลงแต่ว่าค่าใช้จ่ายลดลงทำให้รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้น

จากตารางดังกล่าว*(อ้างอิงจากวารสารวิชาการมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยปีที่31ฉบับที่2เดือน เมษายน-มิถุนายน 2554)
ข้อสรุปจากเวียดนามนโยบาย สามลด สามเพิ่ม
1.ต้นทุนการผลิตของเวียดนามกับไทยก่อนปรับนโยบาย3ลด3เพิ่ม ของเวียดนามสูงกว่าไทย 16.5%
2.ผลผลิตข้าวของเวียดนามต่อไร่สูงกว่าไทย 11.9%
3.หลังนโยบาย3 ลด3เพิ่มเวียดนามแม้จะมีผลผลิตลดลงแต่ต้นทุนลดลงกับมีกำไรเพิ่มจากเดิม107%เป็น125%
4.จากข้อมูลพอสรุปได้ว่าทั้งเวียดนามและไทยผลผลิตทางการเกษตร(ข้าว)ของเกษตรกรจะยกระดับชีวิตได้ต้องมี2ต้องเท่านั้นคือต้องมีผลผลิตเพิ่มและต้องลดต้นทุน
แนวทาง 2 ต้องสำหรับเกษตรกรไทยก้าวไกลทันโลกคือ?
2 ต้อง คือต้องลดค่าใช้จ่าย-ต้องเพิ่มผลผลิตอย่างน้อย 25%ต้องที่1 คือต้องลดต้นทุนของปุ๋ยและยาฆ่าแมลงให้ได้อย่างน้อย 25%
ต้องที่ 2 คือต้องเพิ่มผลผลิตให้ได้อย่างน้อย 25%โดยเน้นความสำคัญเรื่องการคัดสรรเมล็ดพันธุ์และการบริหารจัดการระหว่างเพาะปลูกตลอดฤดูกาล
ถ้าทำ 2 ต้องนี้ได้เกษตรกรไทยของเรามีโอกาสร่ำรวยแน่นอน
ตารางที่3 ดูจากตาราง ถ้าเราลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตให้ได้จะมีตัวเลขที่น่าสนใจสำหรับเกษตรกรไทยมาก

ข้อที่1 ค่าเมล็ดพันธ์ 600บาทคงเดิม
ข้อที่2 ค่าปุ๋ยลดลง 50%จากที่เคยใช้
ข้อที่3 ค่ายาลดลง 50%-100%จากที่เคยใช้เดิมหรือไม่ใช้เลย
ข้อที่4 ค่าใช้จ่ายอื่นๆคงเดิม
ข้อที่5 ผลผลิตเราเพิ่มขึ้นมา 25%จากสูตรเพิ่มผลผลิต(ตารางที่ 4)
ข้อที่6 รายรับเพิ่มขึ้นเพราะได้ผลผลิตเพิ่ม(ราคาขาย12บาท/กก.)
ข้อที่7 ต้นทุนเราลดลงจากเดิม 5,800 บาทเป็น 4,715 บาท
ข้อที่8 สรุปกำไรเพิ่มขึ้นจากเดิมต่อไร่ได้กำไร26%หลังปรับ2ต้อง25%เป็น133%เท่ากับกำไรเพิ่ม 107%
ถามว่าทำอย่างไรถึงจะทำได้ดังตาราง มีคำตอบที่ตารางที่4 รับรองเกษตรกรไทยลืมตาอ้าปากได้อย่างแน่นอน
4.สูตรการปลูกข้าว 2 ต้อง ลด-เพิ่มอย่างน้อย 25% ทำกำไรไม่ต่ำกว่า 133%(สูตรลับเฉพาะเกษตรกรไทยเท่านั้น)

รับประกันผลสำเร็จผ่านการทดลองมา 3 ปีแล้ว
โดยผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพิ่มผลผลิตทางการเกษตรเพื่อเกษตรกรไทย ฮิวมัสล้านปีอินทรีย์100%



บริษัทนาโน ฮอม กรีน จำกัด
119/8 หมู่ 8 ต.ต้นเปา(บ่อสร้าง)อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ โทร 053-339031
E-mail nanohgreen@gmail.com
www.nano-hom.com




ข้อมูลและความรู้เพิ่มเติม

พืชจะแสดงอาการอย่างไรเมื่อขาดธาตุอาหาร
การดูอาการผิดปกติของพืชเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยบอกให้รู้ว่า พืชขาดธาตุอาหารอะไร ดินที่ใช้ปลูกพืชนั้นมีลักษณะอย่างไรมีธาตุอาหารเพียงพอหรือไม่ และจะทำการแก้ไขอย่างไร อย่างไรก็ตามวิธีนี้มีข้อควรระวังหลายประการ เช่น
-  อาการขาดธาตุชนิดเดียวกันในพืชแต่ละชนิดอาจมีลักษณะต่างกัน
-  การขาดธาตุ ถ้าขาดไม่มากพืชมักจะไม่แสดงอาการผิดปกติ แต่มีผลทำให้ผลผลิตลดลง
-  ถ้าเป็นพืชอายุสั้น เมื่อพืชแสดงอาการผิดปกติ มักจะแก้ไขไม่ทันเสียแล้ว
-  ถ้าขาดธาตุมากกว่าหนึ่งธาตุจะสังเกตอาการผิดปกติได้ยากขึ้น
-  มีลักษณะอาการผิดปกติที่เกิดจากสาเหตุอื่น เช่น พืชขาดน้ำ ดินเค็ม โรคและแมลงต่างๆ อาจมีลักษณะคล้ายๆ กับอาการขาดธาตุอาหาร ทำให้เข้าใจผิดว่าพืชขาดธาตุอาหาร



ธาตุอาหารหลักพืชต้องการในปริมาณมาก
ธาตุอาหารรองพืชต้องการในปริมาณไม่มากนัก
จุลธาตุพืชต้องการในปริมาณน้อย
จากตารางสามารถแบ่งกลุ่มการขาดธาตุอาหารตามลักษณะและบริเวณที่พืชแสดงอาการได้ 3 กลุ่ม คือ
1. ถ้าพืชแคระแกร็น มีอาการแสดงออกเฉพาะที่ใบแก่ ใบร่วงเร็ว แสดงว่าน่าจะขาดธาตุอาหารหลัก ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โปตัสเซียม นอกจากนี้การขาดแมกนีเซียม ก็แสดงอาการที่ใบแก่เช่นกัน อย่างไรก็ตามในดินที่มีอินทรีย์วัตถุมากไม่น่าจะขาดไนโตรเจน ดินเหนียวไม่น่าจะขาดโปตัสเซียม และดินที่ไม่เป็นกรดน่าจะมีแมกนีเซียม เพียงพอ
2. ถ้าพืชแสดงอาการที่ส่วนยอดและลุกลามมายังใบที่โตเต็มที่แล้ว อาการแบบนี้มักจะเกิดจากการขาดธาตุ กำมะถัน ทองแดง สังกะสี โมลิบดินัม หรือคลอรีน แต่โดยปกติคลอรีนมีมากในดินและน้ำ พืชจึงไม่ค่อยขาดคลอรีน อาการขาดธาตุพวกนี้จะคล้ายๆ กันคือใบพืชจะขาดสีเขียว ใบเหลืองด่างหรือขาวเหลือง ในดินที่เป็นด่างจะขาดทองแดงและสังกะสี



3. ถ้าพืชแสดงอาการเฉพาะที่ส่วนยอด ซึ่งมักจะเกิดกับพืชที่โตแล้วแสดงว่าพืชอาจจะขาดธาตุอาหารพวกแคลเซียม เหล็ก แมงกานีส หรือโบรอน ซึ่งถ้าจะแยกว่าขาดอะไรให้ดูอาการและลักษณะของดินประกอบ เช่น ถ้าดินเป็นด่างไม่น่าจะขาดแคลเซียม ถ้าขาดเหล็กใบอ่อนจะเป็นสีขาวเหลือง แต่เส้นใบเขียวชัดเจน ถ้าขาดโบรอนอาจมีใบขาดวิ่นหรือต้น-หัวมีจุดสีน้ำตาล
การแก้ไข
-  ถ้าพืชขาดธาตุอาหารหลักพวกไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โปตัสเซียม นิยมใส่ปุ๋ยให้ทางดิน เพราะพืชต้องการมาก การให้ปุ๋ยทางใบโดยปกติจะช่วยเสริมให้สามารถแก้ไขได้ทันท่วงทีในช่วงแรกๆ ปุ๋ยที่ใช้ควรเลือกสูตรให้เหมาะสมตามลักษณะที่พืชขาด ตัวเลขสูตรปุ๋ย เช่น 30-20-10 หมายถึงปริมาณของไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โปตัสเซียม ในปุ๋ยนั้นตามลำดับ
-  ถ้าพืชแสดงอาการขาดแคลเซียม หรือแมกนีเซียม ซึ่งปกติจะพบในดินที่เป็นกรดแก้ไขได้โดยการใส่ปูน ถ้าขาดแคลเซียมอาจใช้ปูนมาร์ล ปูนขาวหรือหินปูนบด แต่ถ้าขาดแมกนีเซียมด้วย ควรใช้ปูนโดโลไมต์ เพราะมีทั้งแคลเซียมและแมกนีเซียม
-  ถ้าพืชขาดจุลธาตุ ควรปรับสภาพความเป็นกรด-ด่างของดินpH ให้มีค่าประมาณ 5.5-7 เพราะดินในสภาพนี้จุลธาตุจะละลายออกมาให้พืชใช้ได้พอเหมาะไม่มากหรือน้อยเกินไป แต่ถ้าดินมีธาตุเหล่านี้น้อยนิยมเพิ่มในรูปของปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก เพราะปุ๋ยพวกนี้มีธาตุเหล่านี้อยู่ด้วย อย่างไรก็ตามการใส่ให้ทางดินอาจจะช้าแก้ไขได้ไม่ทันการ ดังนั้นอาจมีการฉีดพ่นให้ทางใบด้วย ในปัจจุบันมีปุ๋ยพวกจุลธาตุผสมอยู่มาก เช่น ปุ๋ยน้ำหรือปุ๋ยเกร็ดละลายน้ำ แต่ถ้าทราบว่าขาดจุลธาตุเพียง 1 หรือ 2 ตัว ก็อาจหาซื้อปุ๋ยที่มีเฉพาะธาตุนั้นๆ มาฉีดให้ทางใบก็ได้ เช่น เหล็กคีเลทให้ธาตุเหล็ก แมงกานีสซัลเฟตให้แมงกานีสและกำมะถัน ซิงซัลเฟตให้สังกะสีและกำมะถัน คอปเปอร์ซัลเฟตให้ทองแดงและกำมะถัน โบแร็กซ์ให้โบรอน แอมโมเนียมโมลิบเดทให้โมลิบิดินัมและไนโตรเจน และอื่นๆ อีกมาก
เอกสารอ้างอิง
   -เอกสารประกอบการอบรม ดิน-ปุ๋ย-น้ำ, ดร.สุเทพ ทองแพ, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
   -ดินและปุ๋ยสำหรับโป๊ยเซียน, ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ
   -วารสารเมืองเกษตร ปีที่ 11 ฉบับ 121 ตุลาคม 2541


ข้อดี ข้อด้อย ของการใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมี


วินัย นาคปาน
สำนักงานเกษตรจังหวัดชัยภูมิ


ตารางธาตุอาหารของปุ๋ยคอก
ปุ๋ยคอก คือ ปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากมูลสัตว์ เช่น มูลวัว มูลไก่ มูลค้างคาว ซึ่งมูลสัตว์แต่ละชนิดจะมีธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืชแตกต่างกันดังนี้


(ชนวน รัตนวราหะ และประเวศ แสงเพชร, 2532)


โดย อ.อุดมศักดิ์ 2014-03-21 14:31:17 [IP : 118.172.158.xxx]

ความคิดเห็น

ความคิดเห็น
Please use IE for editing.
โดย
อี-เมล์
เบอร์โทรศัพท์
Security
Click to reload image
Insert Image Insert Image by browse

คลิกที่รูป เพื่อแทรกรูปลงในข้อความ

คำเตือนเกี่ยวกับการใช้เว็บบอร์ด

[ ปิดหน้านี้ ]
[ กลับหน้าเดิม ]



 
 
 

 

บริษัท นาโน ฮอม กรีน จำกัด
119/3 หมู่8 ต.ต้นเปา(บ่อสร้าง) อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ 50130
โทร : 053-339031 e-mail : nanohgreen@gmail.com
Facebook: https://www.facebook.com/nano.homgreen
Copyright (c) 2011 Nano-Hom Changmai